โครงงานวิทยาศาสตร์

โครงงาน ใบน้อยหน่ากำจัดเหา

   

 

สมมุติฐานของการศึกษาค้นคว้า

ใบน้อยหน่าเมื่อผสมกับปูนกินหมากจะเกิดปฏิกิริยาเคมี ทำให้เหาเมาและตายในที่สุด

ตัวแปรการที่เกี่ยวข้อง

1. ตัวแปรต้น             – ใบน้อยหน่า

2. ตัวแปรตาม           – ความสามารถในการกำจัดเหา

3. ตัวแปรควบคุม      – ปริมาณใบน้อยหน่า

- ปริมาณปูนกินหมาก

- ปริมาณน้ำ

- จำนวนเหา

- เวลา

ขอบเขตการศึกษาค้นคว้า

ศึกษาและทดลองใบน้อยหน่าผสมกับปูนกินหมาก ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 / 2 – 3 / 9 โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์

เอกสารที่เกี่ยวข้อง

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับใบน้อยหน่า

น้อยหน่า ( Castard apple )

ชื่อวิทยาศาสตร์ Annona Squamosa linn

วงศ์ ANNONA CEAE

ชื่อท้องถิ่น น้อยแน่ (ภาคใต้) มะนอแน่ มะแน่ ( ภาคเหนือ) มะออจ้า

มะโอล่า (เงี้ยว-ภาคเหนือ) ลาหนัง (ปัตตานี) หน่อเกล๊าะแซ

(เงี้ยว-แม่ฮ่องสอน) บักเขียบ (ภาคอีสาน)

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

- ต้น เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดเล็กแตกกิ่ง ก้านสาขาออกเป็นก้านเล็ก ๆ ไม่ใหญ่โตมากนัก ผิวเกลี้ยง สีเทาอมน้ำตาล ลำต้นสูงประมาณ 8  เมตร

- ใบ เป็นใบเดี่ยวเรียงสลับกันไปตามข้อต้น ใบเป็นรูปรี ปลายและ โคนใบ แหลม ใบกว้างประมาณ 1-2.5  นิ้ว ยาว 3-6  นิ้ว สีเขียว ก้านใบยาว 0.5  นิ้ว

- ดอก ออกดอกเดี่ยว ๆ อยู่ครามงามใบ ลักษณะดอกจะห้อยลง มีอยู่ 2 ชั้น ชั้นละ 3 กลีบ ชั้นในกลีบดอกจะสั้นกว่าชั้นนอก มีสีเหลือง อมเขียว กลีบเลี้ยงมี 3 กลีบ เกสรกลางดอกจะมีจำนวนมาก

- ผล ออกเป็นลูกกลม ๆ ป้อม ๆ โตประมาณ 3-4  นิ้ว มีผิวขรุขระเป็นช่องกลมนูนในแต่ละช่องนั้นภายในมีเนื้อสีขาว และมีเมล็ดสีดำ หรือสีน้ำตาลเข้ม เนื้อในทานได้มีรสหวาน เปลือกผลสีเขียว ถ้าสุกตรงขอบช่องนูนนั้นจะออกสีขาว เปลือกผลสีเขียว บีบดูจะนุ่ม

 

การขยายพันธุ์ เมล็ดฤดูกาลเก็บส่วนที่ขยายพันธุ์ ช่วงฤดูฝนสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการเจริญเติบโต เป็นพรรณไม้ที่ขึ้นได้ดีในดินทุกชนิด

    การใช้ประโยชน์

1. ทางอาหาร ยอดอ่อน หั่นฝอย ใช้ผัดหรือใส่แกง

2. ทางยา ผลนำมาใช้ 2 อย่าง คือ

- ผลดิบจะเป็นยาแก้พิษงู แก้ฝีในคอ กลากเกลื้อน ฆ่าพยาธิ ผิวหนัง

- ผลแห้ง แก้งูสวัด เริม แก้ฝีในหู

- เมล็ด ฆ่าพยาธิตัวจี๊ด ฆ่าเหา และแก้บวม

- ราก เป็นยาระบาย ทำให้อาเจียน ถอนพิษเบื่อเมา

- ใบ ขับพยาธิลำไส้ ฆ่าเหา แก้กลากเกลื้อน

- เปลือกต้น เป็นยาสมานลำไส้ สมานแผล แก้ท้องร่วง แก้รำมะนาด แก้พิษงู

ฤดูกาลที่ใช้ประโยชน์ ช่วงฤดูฝน

ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ในใบและเมล็ดน้อยหน่ามีสารเคมีชื่อ Anonanine ส่วนในเมล็ดมีน้ำมันอยู่ประมาณ 45 % ประกอบด้วย Organic acid หลายชนิด Resin Steroids Alkaloid และอื่น ๆ ส่วนที่เป็นเมล็ด

ในสารอัลคาลอย ชื่อ Anonaine มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนใยผัก ฆ่าเพลี้ยจักจั่น มวนเขียว แมลงวัน ตั๊กแตน มอดแป้ง แมลงวันทอง และ เหา

จากการศึกษาวิจัยใบและเมล็ดน้อยหน่ามีสรรพคุณในการฆ่าเหา ในปี พ.ศ. 2523 อรนุช บัวพัฒนกูล และคณะ ได้ศึกษาโดยนำน้ำยาที่คั่นได้จากเมล็ดน้อยหน่าบดคั่นกับน้ำมันมะพร้าว ในอัตราส่วน 1:2 และ 1:4 ใบน้อยหน่าคั่นกับน้ำมันมะพร้าวในอัตราส่วน 1:2 ได้ผลดีที่สุด สามารถฆ่าเหาได้ถึง 98 % ในเวลา 2 ชั่วโมง แต่ต้องระวังไม่ให้เข้าตาจะเกิดอาการอักเสบ ขณะนี้โรงพยาบาลชุมชนหลายแห่งรณรงค์ฆ่าเหาในเด็กนักเรียน โดยใช้เมล็ดและใบน้อยหน่าได้ผลดีมาก และประหยัดค่าใช้จ่าย เป็นพืชสมุนไพรที่สมควรใช้งานสาธารณสุขมูลฐานเป็นอย่างยิ่ง

   วิธีใช้

ใบสดและเมล็ดน้อยหน่าใช้ฆ่าเหา โดยนำเอาเมล็ดน้อยหน่าประมาณ 10 เมล็ด หรือใบสดประมาณ 1 กำมือ (15 กรัม) ตำให้ละเอียด ผสมกับน้ำมันมะพร้าว 1 –2 ช้อนโต๊ะ ขยี้ให้ทั่วศีรษะ แล้วใช้ผ้าคลุมโพกไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง และสระผมให้สะอาด (ระวังอย่าให้เข้าตา จะทำให้แสบตา ตาอักเสบได

โรคเหา ( PEDICULOSIS ) ผู้ที่มีเหาเกิดจากได้รับตัวเหาหรือไข่เหาจากการคลุกคลีหรือใช้เสื้อผ้า เครื่องใช้ของคนที่เป็น มีอาการคันศีรษะ เป็นมากตอนกลางคืน บางคนถึงกับนอนไม่หลับ พักผ่อนไม่เพียงพอ ถ้าเกามาก ๆ จะทำให้หนังศีรษะถลอกเป็นแผลได้.

     สาเหตุ เกิดจากจากปรสิตชนิดหนึ่งที่เรียก ตัวเหา (LOUSE) ที่พบบ่อยคือ    เหาบนศีรษะอุบัติการณ์ พบบ่อยในเด็กผู้หญิงเนื่องจากผมยาว และมักเป็นกับเด็กเล็ก

ลักษณะโรค   เมื่อไข่เหาและตัวเหาอาศัยอยู่ที่ผมและหนังศีรษะ จะทำให้คันและเกา ถ้าเกามากอาจทำให้เกิดแผลพุพองที่หนังศีรษะ ผู้ที่เป็นจะมีความรำคาญและขาดสมาธิในการเรียนการติดต่อ ติดต่อโดยตรงจากผู้ที่เป็นเหาโดยการเล่นหรือคลุกคลีกันอย่างใกล้ชิด หรือติดจากเสื้อผ้า เครื่องใช้ต่าง ๆ เช่น หวี ติดต่อง่ายจากเด็กนักเรียนคนหนึ่งสู่ อีกคนหนึ่งและแพร่กระจายไปติดคนอื่น ๆ ที่บ้าน หรือจากที่บ้านมาสู่โรงเรียนวน เวียนกันอยู่เช่นนี้ ระยะของโรค ไข่เหามีขนาด 08. x 0.3  มม. สีขาวปนเทา จะฟักตัวโดยอาศัยความอบอุ่นของร่างกาย กลายเป็นตัวอ่อนในระยะ 5-9 วัน และอาศัยอยู่บนศีรษะดูดเลือดเป็นอาหารและภายใน 2 สัปดาห์ ตัวเหาจะออกไข่ได้อีกระยะติดต่อ ผู้ที่มีเหาจะแพร่เหาให้แก่ผู้อื่นได้เสมอ จนกว่าตัวหาและไข่เหาจะถูกทำลายไปหมด

การรักษา

1. ใช้ 1.2 % Benzyl benzoate emulsion ทาผม และหนังศีรษะทิ้งไว้ 8-12 ชั่วโมง จึงล้างออก อาจใช้ Gamma benzene hexachloride solution แทนแต่ไม่ควรใช้ในเด็กเล็ก

2. รักษาอาการแทรกซ้อน เช่น การอักเสบของผิวหนัง

3. รักษาทุกคนที่เป็นพร้อมกัน ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน

4. รักษาความสะอาดของร่างกายและเสื้อผ้า ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน โดยการซัก ต้ม หรือผึ่งแดด

การป้องกัน

1.ตัดผมให้สั้น

2. หมั่นสระผมบ่อย ๆ

3. ไม่ใช้ของใช้ต่าง ๆ ร่วมกัน เช่น หวี ปลอกหมอน ผ้าปูที่นอน หรือเสื้อผ้า เป็นต้น

4. ไม่เล่นคลุกคลีหรือนอนร่วมกันกับผู้ที่กำลังเป็นเหา

อุปกรณ์และวิธีการทดลอง

1. สถานที่ทำการทดลอง

- ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ โรงเรียนเทศบาลบ้านคูหาสวรรค์

2. อุปกรณ์และวัสดุที่ใช้ในการทดลอง

- ใบน้อยหน่าแก่ๆ 1,700 ใบ

- ปูนกินหมาก 8.8  กรัม

- น้ำ 3.5  ลิตร

- เครื่องบด

- กระชอน

- กะละมัง

- ชุดทำความสะอาดผม 1 ชุด

- กล้องถ่ายรูป

 

 

3. วิธีดำเนินการทดลอง

- นำใบน้อยหน่าแก่ ๆ 1,700 ใบ กับปูนกินหมาก 8.8 กรัมและน้ำ3.5 ลิตร

- นำส่วนผสมใส่ในเครื่องบดแล้วบดให้ละเอียด

- นำส่วนผสมที่บดมากรองในกระชอนใส่ในกะละมัง

- นำสารละลายพักทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที นำสารสกัดใบน้อยหน่าและเทน้ำสกัดใบน้อยหน่าเก็บไว้ในขวด

- ล้างทำความสะอาดอุปกรณ์และเก็บอุปกรณ์ให้เรียบร้อย

วิธีการทดลอง

1. เตรียมนักเรียนที่เป็นโรคเหาของชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 12 คน

2. ให้แต่ละคนใช้สารสกัดใบน้อยหน่าที่เตรียมไว้ นำไปขยี้ผมให้ทั่วศีรษะ โดยให้เพื่อนในห้องเรียนเป็นผู้ช่วย หมักทิ้งไว้ 30 นาที (ระวังอย่าให้น้ำยาเข้าตาเพราะทำให้แสบตาได้)

3. ใช้น้ำล้างออกให้สะอาด (ผมที่สระเสร็จจะทำให้เส้นผมกระด้างบ้าง ควรใช้ครีมนวดผมสระอีกครั้ง)

4. ทำเช่นนี้อีก 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 1 อาทิตย์

5. บันทึกผลการเปลี่ยนแปลงทุกครั้งเพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน

สรุปผลการทดลองครั้งนี้

นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2-ป.3/9 จำนวน 84 คน เมื่อใช้สารสกัดจากใบน้อยหน่า ครั้งที่ 1 ถึง ครั้งที่ 5 ผลการทดลองครั้งที่ 1 จะมีอาการโรคเหา โดยเฉพาะตัวเหาจะตายไปบ้าง ส่วนไข่เหาจะมีเปลือกแข็งหุ้มจะไม่ตาย ผลการทดลองครั้งที่ 2 แม่เหาจะตายมากขึ้น ส่วนไข่เหาก็จะค่อย ๆ ลีบเนื่องจากไข่เหาจะเริ่มออกลูกตัวอ่อนออกมา สำหรับการทดลองครั้งที่ 3 ส่วนใหญ่แม่เหาจะตายเพิ่มขึ้น และไข่เหาจะลีบมากขึ้น ผลการทดลองครั้งที่ 4 แม่เหาจะตายหมดสำหรับนักเรียนบางคน ไข่เหาจะลีบเกือบหมดผลการทดลองครั้งที่ 5 ตัวเหาจะตายส่วนมาก และไข่เหาจะลีบหมด

สรุปได้ว่า     สารสกัดจากใบน้อยหน่าสามารถรักษาโรคเหาได้.

สรุปผลการทดลองและอภิปรายผลการทดลอง

      สรุปผลการทดลอง

จากการทดลองใช้สารสกัดใบน้อยหน่าในการรักษาโรคเหา มีผลการสรุปดังนี้คือเพื่อนนักเรียนหญิง ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/2-ป.3/9 จำนวน 84 คนนั้น สามารถรักษาอาการของโรคเหาได้ 74 คน มีนักเรียนส่วนน้อย จำนวน 14 คน ยังมีอาการโรคเหาอีก ที่บ้านของนักเรียนมีสมาชิกในบ้านเป็นโรคเหาด้วย และจากการทดลองแต่ละครั้ง นักเรียนบางคนใช้เวลาในการขยี้และหมักผมไว้ไม่ตรงตามเวลาที่กำหนดไว้ ทำให้มีโรคเหาอีกไม่สามารถกำจัดได้ แต่ผลการทดลองนักเรียนส่วนมากไม่เป็นโรคเหาอีก ดังนั้นใบน้อยหน่าสามารถกำจัดโรคเหาได้.

 

 

    อภิปรายผลการทดลอง

จากการทดลองใช้สารสกัดสมุนไพรจากใบน้อยหน่าในการกำจัดเหา ผลปรากฏว่าสอดคล้องกับการศึกษาของ อรนุช บัวพัฒนกุล และคณะ จากหนังสือยาสมุนไพรสาธารณสุขมูลฐาน หนังสือผักพื้นบ้านภาคใต้ ที่ว่า “ใบน้อยหน่ามีสรรพคุณในการฆ่าเหา เนื่องจากในสารใบน้อยหน่ามีสารเคมีชื่อ Anonanine เมื่อทำปฏิกิริยากับปูนกินหมาก ซึ่งมีความร้อน ทำให้เหาเมาและตายในที่สุด.

    ประโยชน์ของโครงงาน

3.1 สามารถรักษาโรคเหาให้กับเพื่อนนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้

3.2 สามารถนำพืชสมุนไพรในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่าและถูกวิธี

3.3 เป็นการประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อสารเคมีกำจัดเหา

3.4 เป็นการรักษาสุขภาพร่างกายให้ปลอดภัยจากสารเคมี

    ข้อเสนอแนะ

4.1 ในการทดลองครั้งต่อไปควรจะทดลองใช้ใบน้อยหน่ากับน้ำมันมะพร้าว

4.2 ในการทดลองครั้งต่อไปควรจะทดลองใช้เมล็ดน้อยหน่ากับน้ำมันมะพร้าวบ้าง

4.3 ในการทดลองครั้งต่อไปควรเปรียบความสามารถในการกำจัดเหาของใบน้อยหน่ากับเมล็ดน้อยหน่าบ้าง

4.4 ในการทดลองครั้งต่อไปควรใช้สมุนไพรชนิดอื่น ๆ บ้าง

4.5 ในการทดลองครั้งต่อไปควรจะขยายผลการทดลองให้นักเรียนชั้น อนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6

      เอกสารอ้างอิง

สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐาน สำนักงานปลัดกระทรวง สถาบันการแพทย์แผนไทย

กรมการแพทย์ ศูนย์ฝึกอบรมและพัฒนาการสาธารณสุขมูลฐาน ภาคเหนือ

“ยาสมุนไพรในงานสาธารณสุขมูลฐาน” หน้า 5,22,126-127 โรงพิมพ์

องค์การ์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ , 2537.

สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข “ผักพื้นบ้านภาคใต้” หน้า105,

เมษายน 2542 โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ

วัชรีพร คงวิลาด และคมสัน หุตะแพทย์ “คู่มือพึ่งตนเอง สมุนไพรสามัญประจำบ้าน

ปรุงยาสมุนไพรไว้ใช้เอง “ หน้า10 พิมพ์ครั้งที่ 2 มิถุนายน 2544 กองบรรณาธิการ

วารสารเกษตรกรรมธรรมชาติ กรุงเทพฯ

กรมอนามัยโรงเรียน กรมอนามัย “การป้องกันโรคติดต่อในโรงเรียน” หน้า 102-103

โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก กรุงเทพฯ.

ภูมิปัญญาท้องถิ่นชาวบ้าน 2 คน คือ

1. นางผล รัตนชู

2. นางวรรณา ถ้วนถวิล

 

 

About these ads

เกี่ยวกับ sakansong

lovely

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s